เมื่อองค์กรจำนวนมากพยายามผลักดันการใช้งานเครื่องมือไอทีขั้นสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หลายคนอาจจะจินตนาการถึงภาพชีวิตการทำงานที่เบาสบายและมีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้น ทว่าในสภาวะความเป็นจริงของโลกธุรกิจยุคนี้ ผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับตรงกันข้ามอย่างน่าประหลาดใจ การค้นพบแนวทางลัดที่ช่วยประหยัดเวลาในการเคลียร์งานชิ้นเดิมมักจะตามมาด้วยการได้รับมอบหมายภารกิจใหม่ในทันที จนทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า นวัตกรรมเหล่านี้กำลังมาช่วยแบ่งเบาภาระหรือกำลังกลายมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนแรงงานให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
งานวิจัยเชิงลึกแปดเดือนในสถานที่จริงกับภาพสะท้อนพฤติกรรมคนทำธุรกิจ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำได้เลือกใช้วิธีการฝังตัวอยู่ภายในบริษัทเทคโนโลยีเป็นระยะเวลานานหลายเดือน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำกลยุทธ์ดิจิทัลและการประสานงานระหว่างบุคคล ทว่าผลลัพธ์ที่ได้บันทึกเอาไว้นั้นกลับแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำหน้าที่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่หลายคนกังวล
- พนักงานในตแหน่งบริหารเริ่มต้องลงมือศึกษาการปรับแต่งและตรวจสอบระบบฐานข้อมูลด้วยตัวเอง
- ฝ่ายสร้างสรรค์และดีไซเนอร์ต้องก้าวข้ามขอบเขตงานเดิมเพื่อเข้าไปพัวพันกับงานวิศวกรรมเชิงลึก
- วิศวกรระบบเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการตรวจเช็คความถูกต้องของชิ้นงานที่ผลิตขึ้นจากระบบอัตโนมัติ
- ช่วงเวลาพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวันถูกบีบให้สั้นลงเนื่องจากความเร่งรีบในการรันคำสั่งชุดถัดไป
สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้วันทำงานของบุคลากรยุคใหม่เต็มไปด้วยการทำภารกิจหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียว
ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยเดิม: เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไม่เคยคืนเวลาว่างให้แก่มนุษย์
หากเราลองย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ของการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในสำนักงานจะพบรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจน ในช่วงเวลาที่ระบบจดหมายดิจิทัลเริ่มต้นใช้งาน ผู้คนเชื่อว่าจะช่วยลดความยุ่งยากในกระบวนการประสานงานได้อย่างมหาศาล แต่ในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่ตามมาคือการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานความเร็วในการตอบกลับข้อมูลจากระดับสัปดาห์ลงมาสู่ระดับชั่วโมง
ต่อมาเมื่ออุปกรณ์สมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชันส่งข้อความส่วนตัวแพร่หลาย เส้นแบ่งของเวลาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง การออนไลน์และพร้อมสแตนด์บายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงได้กลายมาเป็นเงื่อนไขที่ไร้ลายลักษณ์อักษรในโลกธุรกิจ ระบบปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันก็กำลังดำเนินตามรอยเท้าของเทคโนโลยีรุ่นพี่เหล่านั้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อผู้นำเทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ที่กดดันเพื่อนร่วมทีมทุกคน
ประเด็นท้าทายที่นักวิจัยให้ความสำคัญคือการเกิดสภาวะกดดันระหว่างกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องมือในระดับที่แตกต่างกัน พนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในการป้อนคำสั่งและใช้ประโยชน์จากระบบเอไอจะสามารถส่งมอบงานได้ในเวลาอันสั้น การปรับตัวของพนักงาน สิ่งนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่เพื่อนร่วมงานที่ยังคงเน้นการทำงานด้วยความรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง
สถิติในตลาดแรงงานสากลสะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายหลักของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้คือการขอให้พนักงานทำผลงานให้ได้มากขึ้นภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงเดิม แม้จะมีการปรับลดตำแหน่งงานในบางแผนกเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับนวัตกรรมใหม่ ทว่าในความเป็นจริง พนักงานที่ยังคงอยู่กลับต้องแบกรับหน้าที่เชื่อมต่อระบบข้อมูลที่หนาแน่นกว่าเดิมโดยที่โครงสร้างพื้นฐานรอบข้างไม่ได้มีแก้ไขปรับปรุงให้เอื้อต่อการทำงานเชิงลึกเลย
เส้นทางสองแพร่งที่ฝ่ายบริหารต้องตัดสินใจเลือกเพื่ออนาคตของธุรกิจในศตวรรษนี้
แนวคิดเรื่องการควบคุมสปีดในการเดินทางระยะไกลเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักกีฬาสามารถไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย ปัญหาของวัฒนธรรมการนำเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้งานในสำนักงานตอนนี้คือ ทุกคนกำลังทุ่มเทพลังงานทั้งหมดลงไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ความเหนื่อยล้าเรื้อรังและความสนใจที่กระจัดกระจายกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจส่งผลเสียต่อความจงรักภักดีของพนักงานในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ องค์กรชั้นนำจึงจำเป็นต้องเลือกเดินในเส้นทางที่ถูกต้องระหว่างทางแพร่งสองสายสำคัญ
- เส้นทางเน้นการขยายผลผลิตเชิงปริมาณ: แนวทางนี้อาจสร้างตัวเลขที่ดูดีในระยะสั้นแต่จะทำลายสุขภาพจิตของทีมงานในระยะยาว
- เส้นทางสร้างพื้นที่ทางความคิดคุณค่าสูง: การลดชั่วโมงการทำงานที่ซ้ำซากเพื่อลงทุนในการยกระดับศักยภาพส่วนบุคคลและการรักษาสมดุลชีวิต
องค์กรที่เข้าใจเรื่องการจัดจังหวะและให้คุณค่ากับความรอบคอบจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในสนามรบระยะยาว
บทสรุปของการวางกรอบการใช้งานซอฟต์แวร์อัจฉริยะให้ทำหน้าที่รับใช้ชีวิตมนุษย์
แนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีเพื่อป้องกันตนเองจากกับดักประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีมีดังนี้
เราต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพของผลงานและสร้างมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่เพียงเพื่อเร่งความเร็วในการส่งงานเท่านั้น การฝึกทักษะการสื่อสารเพื่อกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตนเองอย่างชัดเจนต่อฝ่ายบริหารกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในยุคนี้ ในส่วนของผู้บริหารและเจ้าของกิจการ การปรับเปลี่ยนมาตรวัดความสำเร็จจากการนับชั่วโมงทำงานหรือจำนวนชิ้นงานมาเป็นการวัดผลกระทบและคุณภาพของการตัดสินใจคือหัวใจหลัก
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องหวาดกลัว และไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาแก้ไขทุกปัญหาโครงสร้างภายในองค์กรได้ด้วยตัวเอง
Comments on “ส่องเส้นทางสองแพร่งขององค์กรศตวรรษนี้ การเลือกใช้ประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีเพื่อการเติบโต”